หมวดหมู่: สุขภาพ

หลากหลายพฤติกรรมที่ทำให้นิ้วล็อค

เชื่อว่าหลายคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือพิมพ์ข้อความแชทหรือพิมพ์รายงานบ่อยๆ คงจะเคยพบเจออาการนิ้วล็อคกันมาบ้างแล้วโดยอาการนิ้วล็อคเป็นอาการปวดบริเวณนิ้วหัวแม่มือ โดยขณะนิ้วล็อคจะแทบขยับนิ้วไม่ได้เลยเพราะมีอาการปวดมากบางรายถึงกับนิ้วบวมและเจ็บปวดมากจนต้องไปพบแพทย์สามารถที่ทำให้นิ้วล็อคเกิดขึ้นจากหลากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้

65481_180397938638622_4881030_n
1.เกิดจากการหิ้วของหนักเป็นเวลานานอยู่บ่อยๆ การหิ้วของหนักจะทำให้เกิดการเสียดสีในช่องเอ็นที่นิ้วจนเกิดอาการนิ้วล็อคใครที่ชอบหิ้วของหนักควรเพลาๆลงบ้าง ก่อนจะมีอาการรุนแรงจนต้องไปพบแพทย์สำหรับใครที่เลี่ยงไม่ได้ควรใช้เครื่องทุ่นแรงอาทิเช่น รถเข็น เป็นต้น
2.การทำงานที่ต้องใช้มือออกแรงเป็นเวลานาน อาทิเช่นงานช่าง ที่ต้องใช้ไขควง ใช้เลื่อน หรือใช้ค้อน บ่อยๆงานเหล่านี้ต้องใช้มือในการกำ เกร็งและออกแรงเป็นอย่างมาก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ้วล็อคเพราะเกร็งมือและใช้มือออกแรงเป็นเวลานาน
3.การกำพวงมาลัยขณะขับรถยนต์เป็นเวลานาน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดนิ้วล็อค ดังนั้นในขณะขับรถควรกำพวงมาลัยด้วยท่าทีสบายๆไม่ควรเกร็งมือหรือกำพวงมาลัยจนแน่น เพราะการเกร็งมือขณะขับรถตลอดเวลาจะทำให้นิ้วล็อคและเป็นอุปสรรคต่อการขับรถเป็นอันมาก
4.การยกของหนักๆ เช่น ถังแก๊ส ถังน้ำ โต๊ะ ตู้ ทีวี ตู้เย็นหรือของหนักๆอย่างอื่นๆโดยไม่ใช้เครื่องทุ่นแรง การยกของหนักถือเป็นการเกร็งมือโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าคุณทำพฤติกรรมเช่นนี้อยู่บ่อยๆจะทำให้เกิดนิ้วล็อคอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้นเมื่อคุณต้องการจะยกสิ่งของหนัก ควรนำเครื่องทุ่นแรงต่างๆมาใช้ยกของเพื่อลดการเกร็งของมือ
5.การที่ต้องใช้นิ้วมือ พิมพ์งาน ทำงาน แชท หรือถือของค้างไว้ในมือเป็นเวลานานโดยไม่ให้มือหยุดพัก ข้อนี้ถือเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดนิ้วล็อคเพราะการอยู่ในอิริยาเดิมๆซ้ำๆทำให้นิ้วมือไม่ได้หยุดพักเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นไม่ควรใช้งานมือหนักเกินไปควรพักเสียบ้างเพื่อป้องกันการเกิดนิ้วล็อค

จากสาเหตุของอาการนิ้วล็อคที่ได้กล่าวมา ทำให้สามารถสังเกตได้ว่าอาการนิ้วล็อคล้วนมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมที่ค่อนข้างผิดของตัวเราเองทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าหากคุณไม่อยากเจ็บปวดจากการนิ้วล็อค ควรหันมาปรับพฤติกรรมการใช้นิ้วมือของตนเองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อป้องกันอาการเจ็บปวดจากการนิ้วล็อคที่อาจจะมาในอนาคตไม่ให้เกิดขึ้น

 

เคล็ดลับป้องกันโรคภูมิแพ้ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

โรคภูมิแพ้ถือเป็นอีกโรคยอดฮิตที่คนไทยเป็นโดยมีตั้งแต่ผู้ที่มีอาการไม่หนักไปจนถึงผู้ที่เป็นภูมิแพ้ขั้นรุนแรง โดยโรคภูมิแพ้เป็นโรคหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ โดยสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ถ้าไม่มีสิ่งใดมากระตุ้นก็จะไม่แสดงอาการใดๆออกมา และถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีบรรยากาศที่ดีก็จะยิ่งไม่มีอาการกำเริบเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถควบคุมอาการภูมิแพ้ไม่ให้กำเริบได้ด้วยวิธีการป้องกันที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ดังต่อไปนี้

1.ไม่สูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงและไม่เข้าใกล้บุคคลที่กำลังสูบบุหรี่
2.สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้และมีลูกอ่อนสามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ให้ลูกน้อยได้ด้วยการให้ดื่มนมมารดาและควรเลี่ยงไม่ให้ลูกทานนมวัวหรือนมถั่วเหลืองเพราะเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานที่เพียงพออาจแพ้ได้
3.ควรหมั่นทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ เพื่อป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆที่อาจส่งผลให้เกิดโรคภูมิแพ้
thz0h2fergmon105332
4.ควรซักผ้าม่าน ผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าปู อย่างเป็นประจำเพื่อไม่ให้มีฝุ่นหรือไรฝุ่นสะสมจนทำให้เกิดอาการแพ้
5.สำหรับคนที่รู้ตัวว่าเป็นภูมิแพ้ไม่ควรเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดโดยเฉพาะสัตว์ที่มีขนเยอะๆ เช่น สุนัขหรือแมว
6.สิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรหมักหมขยะไว้ในบ้านเพราะจะทำให้สัตว์ที่เป็นแหล่งนำพาเชื้อโรคต่างๆมาอาศัยอยู่ในบ้าน อาทิเช่น แมลงสาบ หนู
7.ควรหลีกเลี่ยงการดมเกสรดอกไม้หรือสเปรย์ต่างๆเพราะอาจมีสารบางตัวทีก่อให้เกิดภูมิแพ้
8.ควรระมัดระวังการทานอาหารที่อาจทำให้อาการกำเริบ อาทิเช่น อาหารทะเล กุ้ง ปู เป็นต้น
9.ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
10.ผู้ที่เป็นภูมิแพ้เมื่อมีอาการกำเริบมักจะจามบ่อย และมีน้ำมูกไหลออกมาดังนั้นควรล้างจมูกเป็นประจำ เพื่อให้สามารถหายใจได้คล่องขึ้นและเป็นการทำความสะอาดไปในตัว
vitamin-c2
11.ควรรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยวิตามินซีและวิตามินเออย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้เมื่อเจอสิ่งกระตุ้น
12.ควรเปิดหน้าต่างในบ้านและห้องนอนทุกวัน เพื่อป้องกันความทึบและการอับชื้นที่จะก่อให้เกิดภูมิแพ้

ถึงแม้โรคภูมิแพ้จะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมที่ไม่อาจเลี่ยงได้ แต่ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็สามารถป้องกันเกิดกำเริบของโรคนี้ได้เพียงแค่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ปฏิบัติตนให้ถูกลักษณะอนามัย ทำความสะอาดบ้านและความของเครื่องใช้ในบ้านอย่างสม่ำเสมอ ตามวิธีการที่ทางเราได้แนะนำไปเพียงแค่นี้ก็สามารถป้องกันการกำเริบของโรคภูมิแพ้ด้วยตัวเองได้แล้ว

 

มาทำความรู้จัก “เส้นผม” ให้ถึงรากถึงแก่น

เส้นผมคืออะไร? มายังไง? ทำไมต้องมีผม? ใครรู้บ้าง! ก่อนที่จะไปถึงปัญหา และหาทางแก้แบบไม่พึ่งสารเคมี หรืออาจจะต้องพึ่งยา พึ่งหมอสำหรับคนที่มีปัญหาเส้นผม สารพัดปัญหา ควรจริงๆ นะที่จะต้องมาทำความรู้จักที่มาของเส้นผมกันก่อนเลย

“เส้นผม”…ส่วนของเซลล์รากผมที่ตายแล้วจะทับถมกันจนงอกขึ้นมาเป็นลำยาว มีเคราตินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ โดยจะมีเซลล์ชั้นล่างสุดที่แบ่งตัวออกไปเรื่อยๆ และจะเปลี่ยนเป็นเซลล์ที่ตายกลายเป็นหนังกำพร้าหลุดลอกออกไป

“รากผม”…รากผมจะฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อของหนังศีรษะ และจะมีปุ่มปลายแหลมที่ต่อมรากผม ซึ่งมีเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยง ทำให้เซลล์รากผมแข็งแรง มีการแบ่งเซลล์และเติบโตไปเรื่อยๆ โดยใน 1 ราก จะมีต่อมรากผมประมาณ 5 ล้านต่อม และสาเหตุของศีรษะล้านก็คือเซลล์ของปุ่มปลายแหลมนี้อาจฝ่อหรือตายไป จึงไม่เกิดการแบ่งเซลล์งอกออกมาเป็นผม

“น้ำมันที่รากผม”…ความชุ่มชื้นของเส้นผมคนเราก็มาจากต่อมน้ำมันที่รากผม ซึ่งจำเป็นต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพด้วย คือไม่ผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป หรือน้อยเกินไป

เมื่อเรานำเส้นผมมาตัดออกตามขวาง แล้วขยายภาพออกมา เราจะเห็น…

ผิวชั้นนอก : จะโปร่งแสงเป็นเกล็ดใสๆ เรียกว่า Keratinized Cell จะเป็นเคราตินชนิดแข็งส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้เส้นผมของเราแข็งแรง เป็นเหมือนเกราะป้องกันสิ่งสกปรกให้เข้าไปสู่ภายในเส้นผม ช่วยปกป้องไม่ให้เส้นผมสูญเสียความชุ่มชื้น เม็ดสี และน้ำมันตามธรรมชาติ ถ้าชั้นนอกแข็งแรง เส้นผมก็จะดูสุขภาพดี แต่ถ้าผมเสีย เกล็ดผมจะเปิด ฉีกขาดทำให้สารเคมี สิ่งสกปรก มลภาวะเข้าไปทำลายภายในได้

เนื้อชั้นนอก : จะเป็นเซลล์รูปกระสวยคล้ายเส้นใย เรียงตัวอัดแน่นตามยาว บริเวณนี้จะเป็นที่รวมของเม็ดสีจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นตัวกำหนดสีผม โดยจะมีช่องอากาศ โปรตีน เคราติน เกาะเกี่ยวกัน และช่วยให้เส้นผมมีความยืดหยุ่น

แกนผม : ตรงนี้จะไม่มีบทบาทในการทำงาน เป็นโปรตีนและไขมัน แต่เส้นผมที่แข็งแรงจะมีแกนผม ส่วนผมเส้นเล็กมักไม่มีแกนผม